วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

10 เรื่อง ที่ฮือฮาที่สุดในปี 2012



อึ้ง! หนุ่มญี่ปุ่นเฉือนเจ้าโลก ปรุงเป็นอาหารให้แขกทาน

1. หนุ่มญี่ปุ่นเฉือนเจ้าโลก ปรุงเป็นอาหารให้แขกทาน

          กลายเป็นข่าวแปลกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดแห่งปีเลยทีเดียว กรณีนายมาโอะ ซูกิยาม่า หนุ่มญี่ปุ่นผู้รักความเป็นหญิงวัย 22 ปี ได้นำเจ้าโลกของตัวเองมาปรุงอาหารเสิร์ฟให้แขก 5 รายทานเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยคิดราคาค่าเมนูพิสดารหัวละ 7,500 บาท งานนี้ก็เลยทำเอาคนทั่วโลกร้องยี้ โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นเองที่สะอิดสะเอียนกันถึงขั้นรับไม่ได้ ร้องเรียนตำรวจให้จัดการข้อหานำวัตถุที่น่าสะอิดสะเอียนมาปรุงอาหารเผยแพร่ต่อสาธารณชนเลยทีเดียว

ซันนักจิ

2. ปรสิตสเปิร์มหมึกฝังในปากหญิงเกาหลี

          เป็นเรื่องฮือฮากันอยู่พักหนึ่งเลยล่ะข่าวนี้ เมื่อสื่อมวลชนต่างพากันตีข่าวว่าหญิงวัย 63 ปี ชาวเกาหลีใต้ มีลูกหมึก 12 ตัวฝังอยู่ในปาก หลังทานเมนูหมึกเข้าไป เล่นเอาตกอกตกใจและเกิดฉงนงงงวยกันไปทั่วว่าหมึกตั้งท้องในปากคนได้อย่างไรหนอ แต่ในที่สุด เรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ เมื่อมีการเปิดเผยออกมาภายหลังว่าตีความกันผิดไปหน่อย จริง ๆ แล้วสิ่งที่ไปฝังอยู่ในปากของหญิงเกาหลีใต้รายนี้ เป็นถุงน้ำเชื้อที่บรรจุสเปิร์มลักษณะคล้ายกับปรสิตเท่านั้น ซึ่งเมื่อตัวอสุจิรูปร่างคล้ายแมลงสีขาวขนาดเล็กจิ๋วนี้เข้าไปเกาะอยู่ตามกระพุ้งแก้ม ลิ้น และเหงือก อย่างแน่นหนา ก็ทำให้ระคายผิวภายในช่องปาก และรู้สึกเหมือนกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอยู่ในปากนั้นแล


3. หนุ่มมะกันดับ หลังชนะแข่งกินแมลงสาบ-หนอนทั้งเป็น

          นายเอ็ดเวิร์ด อาร์ชโบลด์ วัย 32 ปี ได้เข้าร่วมการแข่งขันกินแมลงสาบและหนอนเป็น ๆ ในร้านขายสัตว์เลื้อยคลานในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ แต่แล้วไม่รู้ว่าไปทำอีท่าไหน ถึงได้อาเจียนและล้มลงตายหลังจากคว้าแชมป์ ซึ่งจะโทษว่าแมลงสาบและหนอนมีพิษก็ไม่ใช่ เพราะผู้แข่งขันคนอื่นกลับไม่เป็นอะไรเลย งานนี้ก็เลยเป็นปริศนาอยู่นานนับเดือน ก่อนที่ในที่สุดจะถึงบางอ้อ เมื่อผลชันสูตรศพปรากฏออกมาว่า เอ็ดเวิร์ดเสียชีวิตเพราะสำลักแมลงสาบเป็น ๆ ที่เขารีบยัดเข้าปากในวันนั้น และมันก็ไปอุดหลอดลมจนขาดอากาศหายใจตายนั่นเอง


4. สาวจีนศัลยกรรมหน้าถูกสามีฟ้องหย่า หลังลูกสาวเกิดมาขี้เหร่ 

          เป็นเรื่องชวนคิดที่นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เมื่อนายเจียน เฟิง คุณพ่อชาวจีนได้ฟ้องหย่าภรรยา หลังจากที่มีลูกสาวด้วยกันแล้วพบว่า ลูกสาวมีหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ไม่เหมือนกับแม่เลย จนกระทั่งไป ๆ มา ๆ ก็ได้ทราบว่าภรรยาที่มีหน้าตาสวยงามนั้น แท้จริงแล้วผ่านมีดหมอมาทั้งหน้า ถึงบางอ้อกันก็คราวนี้ และในที่สุดเรื่องก็จบลงที่ศาลตัดสินว่าฝ่ายภรรยาต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับสามี โทษฐานหลอกลวงสามีว่ามีใบหน้าสะสวยนั่นเอง สาว ๆ ที่ศัลยกรรมทั้งหลายจงระวัง!!


5. แพทย์มะกันพบหนอน 57 ตัวในหูทวดป่วยอัลไซเมอร์

          เรื่องนี้เพิ่งจะเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อเดือนธันวาคมนี้เอง เมื่อคุณทวดแคทเธอรีน แม็คแคน วัย 92 ปี ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ขั้นหนัก จนครอบครัวต้องส่งตัวไปอยู่ภายใต้การดูแลของสถานพยาบาลแห่งหนึ่ง ได้ถูกแพทย์ตรวจพบว่ามีหนอนแมลงวันอยู่ในหูของเธอถึง 57 ตัว โดยคาดว่าแมลงวันอาจบินเข้าไปไข่ในหูตอนที่พยาบาลพาไปเดินเล่นนอกสถานพยาบาล งานนี้ ทางครอบครัวของคุณทวดเลยไม่พอใจมาก ฟ้องสถานพยาบาลข้อหาละเลย พร้อมกับย้ายคุณทวดไปสถานพยาบาลแห่งอื่นทันที ก็เรียกว่าเป็นอีกข่าวที่ทำให้หลาย ๆ คนร้องยี้ ทานข้าวกันไม่ลงเลยทีเดียว


6. จีนจัดแข่งขันช่วยตัวเองในวันเอดส์โลก

          อึ้งทึ่งกันไปเลยล่ะข่าวนี้ เมื่อจู่ ๆ ที่นครเซินเจิ้น ก็มีการจัดแข่งขันช่วยตัวเองเป็นครั้งแรก ซึ่งกติกาการแข่งช่วยตัวเองนี้ บรรดาชายหนุ่มก็จะเอาขันปกปิดของลับของตัวเองขณะแข่งขัน โดยมีสาวเซ็กซี่ควงตุ๊กตายาง ทำท่าทางชวนจิ้นให้หนุ่ม ๆ ได้จินตนาการกันไปตามสะดวก ใครช่วยตัวเองได้นานที่สุดรับรางวัลชนะเลิศไปครอง

Atretochoana eiselti

Atretochoana eiselti

7. พบงูไร้ตาสายพันธุ์แปลก รูปร่างคล้ายเจ้าโลก

          เหมือนจริงอะไรจริง สำหรับงูสายพันธุ์ Atretochoana eiselti ที่กลายเป็นข่าวฮือฮาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพราะความน่าพิศวงที่ว่า เจ้างูพันธุ์นี้ช่างเหมือนเจ้าโลกชนิดที่ว่าอึ้ง ทึ่ง กันไปเลยล่ะ โดยนักวิทยาศาสตร์บอกว่า จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เพิ่งจะค้นพบงูสายพันธุ์นี้ครั้งแรก แต่นาน ๆ ถึงจะพบมันสักตัว ก็เรียกว่าเป็นงูพันธุ์หายาก ที่ดีแล้วล่ะที่ไม่ค่อยจะพบเห็น เพราะไม่อย่างนั้น มันอาจจะสร้างความเข้าใจผิดหรือตกใจได้ง่ายเลยทีเดียวเชียว


8. พยาบาลอังกฤษป่วยประหลาด ถึงจุดสุดยอดวันละ 100 ครั้ง

          ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคิม แรมซีย์ พยาบาลหญิงชาวอังกฤษคนนี้ จะตกอยู่ในภาวะอย่างนั้นจริง ๆ เธอบอกว่าอาการนี้เริ่มต้นหลังเธอตกบันไดเมื่อ 11 ปีก่อน เธอทรมานมากกับการต้องถึงจุดสุดยอดวันละ 100 ครั้งแบบนี้  ซึ่งแม้ว่าอาการดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ปรารถนาสำหรับสาว ๆ แต่เธอกลับมีมากเกินไปจนทำให้เธอเกิดความเจ็บปวด เหนื่อยล้า และไม่สามารถมีความสัมพันธ์ปกติกับผู้ชายได้ น่าเห็นใจเธอจริง ๆ

สาวตุรกีคลอดลูกขณะเดินบนถนน ก่อนเดินหนีไปหน้าตาเฉย

สาวตุรกีคลอดลูกขณะเดินบนถนน ก่อนเดินหนีไปหน้าตาเฉย

สาวตุรกีคลอดลูกขณะเดินบนถนน ก่อนเดินหนีไปหน้าตาเฉย

9. สาวตุรกีคลอดลูกขณะเดินบนถนน ก่อนเดินหนีไปหน้าตาเฉย 

          กลายเป็นเรื่องที่สร้างความฉงนไม่น้อย เมื่อกล้องวงจรปิดในเมืองอิสตันบูลของตุรกี ได้จับภาพของวัยรุ่นหญิงรายหนึ่ง ที่เดินมากับพ่อและแม่ แต่เมื่อถึงแยก กลับมีเด็กทารกแท้งก่อนกำหนดหลุดออกมาจากตัวเธอซะอย่างนั้น แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรแล้วเดินต่อไปหน้าตาเฉย จนกระทั่งมีผู้มาเห็นเด็กทารกเข้า ก็เลยนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาล แต่ในที่สุด เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ตามจับวัยรุ่นหญิงรายนี้มาสอบสวน และพบว่าเธอมีอายุเพียง 16 ปี โดยเธออ้างว่า "มีบางอย่างหล่นออกมาจากตัวฉัน ฉันคิดว่าเป็นแค่ก้อนเลือด ฉันไม่รู้จริง ๆ นะว่าเป็นทารก" อ้าว!! ซะงั้นน่ะ

คาตาริน่า มิกลิโอรินี ประมูล เปิดบริสุทธิ์

คาตาริน่า มิกลิโอรินี ประมูล เปิดบริสุทธิ์

10. สาวบราซิลเปิดประมูลพรหมจรรย์ ปิดประมูลที่ 24 ล้านบาท

          กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เมื่อ คาตาริน่า มิกลิโอรินี สาวบราซิลวัย 20 ปี ได้ประกาศเปิดประมูลพรหมจรรย์ของตัวเอง เพื่อหาเงินไปสร้างที่อยู่ให้คนยากจนที่บ้านเกิด และก็ได้เงินประมูลเยอะเสียด้วย เมื่อหนุ่มญี่ปุ่นนิรนามรายหนึ่ง ยอมทุ่มถึง 24 ล้านบาท เพื่อเปิดบริสุทธิ์เธอ และแล้ว เธอก็ได้เงินไปพัฒนาบ้านเธอสมใจอยาก

7 สิ่งมหัศจรรย์ ของโลก


 Chichén ItzáMexico
1. เมืองโบราณซีเชน อิตซา ของชนเผ่ามายา ในเขตยูคาทาน เม็กซิโก
ชิเชน อิตซา ตั้งอยู่ที่คาบสมุทรยูคาทาน ประเทศเม็กซิโก เป็นเมืองศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของเผ่ามายา ตัววิหารที่สร้างถวายแด่เทพเจ้าของชนเผ่ามายา
สร้างอยู่บนเนื้อที่กว่า 6.4 ตรารางกิโลเมตร มีลักษณะเป็นปีระมิดเป็นชั้นลดหลั่นลงมา และมีบันไดอยู่ตรงกลาง บนยอดเป็นแท่นบูชา
สำหรับทำพิธีกรรมสังเวยแด่เทพเจ้าชนเผ่ามายาได้ชื่อว่าเป็นเผ่าที่มีความป่าเถื่อนในการบูชายันมนุษย์ แต่ก็ได้ชื่อว่ามีความเจริญทางภาษา
 และความรู้ทางคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ โดยมีการสร้างปฏิทินมายาขึ้นโดยกำหนดให้ 1 ปี มี 18 เดือนและแต่ละเดือนมี 20 วัน 
ดังนั้น 1 ปีของชาวมายาจึงมี 360 วันและมีการเพิ่มวันที่ไม่ขึ้นกับเดือนใดเข้าไปอีก 5 วัน แม้จะมีความรู้ถึงเพียงนี้แต่พวกนี้กลับไม่ค้นพบการประดิษฐ์ล้อแต่อย่างใด



Christ Redeemer, Brazil
2. รูปปั้นพระเยซูคริสต์ หรือคริสต์ รีดีมเมอร์ บนยอดเขาในนครริโอ เดอ จาเนโร ของบราซิล
รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ตั้งอยู่บนยอดเขาโคคาวาดู ( Cocarvado ) กรุงริโอ เดอ จาเนโร ( Rio de Janero ) ประเทศบราซิล มีความสูงราว 38 เมตร สร้างในปีค.ศ. 1921
ได้รับการออกแบบโดยไฮตอร์ ดา ซิลวา กอสตา( Heitor da Silva Costa ) ชาวบราซิล และสร้างโดยพอล ลันดอฟสกี ( Paul Landowski ) 
ประติมากรชาวฝรั่งเศสเชื้อสายโปแลนด์ ใช้เวลาในการสร้าง 5 ปี โดยทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม 1926 
ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปยังฐานของรูปปั้นเพื่อชมทิวทัศน์ของเมืองริโอ เดอ จาเนโรได้



The Great WallChina 
3.กำแพงเมืองจีน (ติดโผครั้งที่ 2 จากยุคกลาง)
กำแพงเมืองจีน หรือ กำแพงหมื่นลี้ สร้างในสมัยของพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกล และพวกเติร์ก และได้มีการสร้างกำแพงต่ออีก 4 ครั้งใหญ่ๆโดยส่วนใหญ่ถูกสร้างในสมัยราชวงศ์หมิง แต่ก็ถูเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียบุกข้ามกำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ 
กำแพงเมืองจีนเป็นกำแพงที่กั้นระหว่างพรมแดนจีนกับธิเบต มีความสูงจากพื้นดิน 20 - 30 ฟุต กว้าง 15 - 20 ฟุต ยาวประมาณ 2,400 กิโลเมตร 
กำแพงก่อด้วยดิน หินและอิฐ โดยทุกๆ 200 เมตรจะมีหอตรวจการอยู่ และมีระฆังแขวนอยู่ทุกหอรวมไม่ตำกว่า 20,000 หอ 
ระหว่างการก่อสร้างมีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคนและศพของผู้เสียชีวิตก็ถูกผังอยู่ในกำแพงนั่นเอง กำแพงเมืองจีนเป็นสิ่งก่อสร้างสิ่งเดียวของมนุษย์
ที่สามารถมองเห็นได้จากดวงจันทร์ ปัจจุบันกำแพงเมืองจีนส่วนที่เหลืออยู่สร้างในสมัยราชวงศ์หมิงทั้งสิ้น 
กำแพงเมืองจีนถูกจัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางด้วย
Machu PicchuPeru
4. เมืองโบราณมาชูปิกชู ของชนเผ่าอินคา ในเปรู
มาชู พิคชู หรือนครสาบสูญแห่งอินคา ( The Lost City of the Incas ) เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนภูเขาในประเทศเปรู 
อยู่สูงจากระดับนำทะเลถึง 2,350 เมตร มาชู พิคชูสร้างโดยจักรวรรดิ์อินคา และถูกทิ้งร่างเมื่ออินคาพ่ายแพ้แก่ชาวสเปน 
จนกระทั่งถูกค้นพบโดยนักสำรวจชาวอเมริกันชื่อ ฮิราม บิงแฮม ( Hiram Bingham ) ในปีค.ศ. 1911


PetraJordan
5. เมืองโบราณเพตรา ในจอร์แดน
นครเพตรา เป็นนครที่แกะสลักลงบนหุบเขาใกล้ทะเลสาบเดดซี( Dead sea ) และอ่าวอัคบา ( Gulf of Aqaba ) เมืองเพตราถูกสร้างโดยชาวบานาเทียน ( Nabataeans ) 
ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนกลางทะเลทรายอาหรับ ซึ่งได้สกัดหน้าผาหินทรายให้เป็นบ้านเรือนสำหรับพักอาศัย และได้เปลี่ยนจากอาชีพเลี้ยงแกะมาเป็นพ่อค้า
และรับคุ้มครองกองคาราวาน ทำให้เพตราเป็นศูนย์กลางการค้าขนาดใหญ่มีพ่อค้าชาวกรีกได้อธิบายถึงความมั่งคั่งของเพตราว่าเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของชาวอาหรับ 
เปตราเจริญถึงขีดสูงสุดในช่วง 50 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงคริสตศักราชที่ 70 ในช่วงเวลานี้เปตราถูกปกครองด้วยกษัตริย์นาม อารีตัสที่ 4 ( Aretas IV ) 
ผู้ที่ชาวกรีกยกย่องว่า ฟิโลเดมอส ( Philodemos ) ซึ่งแปลว่า ผู้รักประชาชน เพตราเริ่มเสียอำนาจเมื่อมีเส้นทางการค้าที่สะดวกและปลอดภัยกว่าเกิดขึ้น 
จนกระทั่งปีค.ศ. 106 เพตราถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโรมัน จนคริสตศตวรรษที่ 5 เพตรากลายเป็นที่ตั้งของมณฑลของบิชอบ 
และถูกมุสลิมยึดครองในครสตศตวรรษที่ 7 และค่อยๆเสื่อมลงจนหายไปจากประวัติศาสตร์ จนกระทั่งถูกค้นพบโดย 
นักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โจฮันน์ ลุควิก เบิร์กฮาร์ท ( Johann Ludwig Burckhardt ) ในปีค.ศ. 1812 เพตราจึงได้ปรากฏโฉมต่อชาวโลกอีกครั้ง


The Roman Colloseum, Italy (ติดโผครั้งที่ 2 จากยุคกลาง)
6. สนามกีฬาโคลอสเซียมในกรุงโรมของอิตาลี
โคลอสเซียม เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ในกรุงโรม สร้างในสมัยจักรพรรดิ์เวสปาเชียน ( Emperor Vespasian ) 
แห่งอาณาจักรโรมันและสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไตตัส ( Titus ) ในคริสตศตวรรษที่ 1 โคลอสเซียมมีลักษณะเป็นอัฒจันทร์รูปวงกลมก่อด้วยหินทรายและอิฐวัดโดยรอบประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร จุคนได้ประมาณ 80,000 คน 
มีห้องสำหรับขังทาส นักโทษ และสัตว์ดุร้าย เช่น สิงโต เสือ โดยจะให้ทาสสู้กันเองจนกว่าจะเหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว
จึงจะได้รับอิสระภาพ หรือ ให้นักโทษสู้กับสิงโตที่หิวโซเนื่องจากถูกจับอดอาหาร ในแต่ละปีมีนักโทษและทาสตายไม่ต่ำกว่า 100 คน 
โคลอสเซียมถูกจัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางด้วย


The Taj MahalIndia
7. ทัชมาฮาล ในเมืองอักรา ประเทศอินเดีย
ทัชมาฮาล สร้างโดยจักรพรรดิ์ชาห์ เจฮัน ( Emperor Shah Jahan ) เพื่อเป็นอนุสรณืแห่งความรักแด่พระมเหสีมุมทัช มาฮาล ( Mumtaz Mahal ) 
ทัชมาฮาลสร้างขึ้นระหว่างสร้างระหว่าง ค.ศ.1630-1648 ณ สวนริมผั่งแม่นำยมนา เมืองอัครา ออกแบบโดยอุสตาด ไอสา (Ustad lsa)
สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวจากเมืองมะครานา หินอ่อนสีแดงจากเมืองฟาตีบุระ หินอ่อนสีเหลืองจากฝั่งแม่น้ำนรภัทฑ์ เพชรตาแมวจากกรุงแบกแดด ปะการัง 
และ หอยมุกจากมหาสมุทรอินเดีย หินเจียระไนสีฟ้าจากเกาะลังขะ เพชรจากเมืองบนทลขัณฑ์ 
ทัชมาฮาลได้รับการรับรองจากสถาปิกทั่วโลกว่าสร้างได้ถูกสัดส่วน และงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 100 เมตร ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร 
มีหอสูงมีโดมอยู่บนรอบทั้ง 4 มุม ภายใต้โดมใหญ่มีโลงหินอ่อนประดับด้วยอัญมณีมากมายบรรจุอยู่ แต่โลงพระศพจริงๆอยู่ในอุโมงค์ข้างใต้โลงหินนั้น
 เดิมชาห์ เจฮันตั้งพระทัยจะสร้างสุสานสำหรับพระองค์เองที่อีกฝั่งของแม่น้ำยมนา โดยสร้างให้เหมือนกับทัชมาฮาลแต่สร้างด้วยหินอ่อนสีดำ 
แต่ถูกพระโอรสจับพระองค์ขังอยู่ 7 ปีจึงสิ้นพระชนม์ และพระศพของพรองค์ถูกฝังอยู่เคียงข้างมิ่งมเหสีสุดที่รักนั่นเอง 
ส่วนอุสตาด ไอสาสถาปนิกผู้ออกแบบก็ถูกชาห์ เจฮันสั่งประหารเนื่องจากไม่ต้องการให้ออกแบบสถาปัตยกรรมใดๆที่สวยกว่าทัชมาฮาลได้


ทั้งนี้ สถานที่ทั้ง แห่งได้รับการคัดเลือกจากประชาชนทั่วโลกร่วม 100 ล้านคน 
เป็นผู้ร่วมโหวตในอินเตอร์เน็ต ผ่านทางเว็บไซต์www.new7wonders.com และผ่านระบบข้อความสั้น หรือเอสเอ็มเอสของโทรศัพท์ มือถือ อย่างไรก็ดี 
ฝ่ายผู้จัดยอมรับว่าไม่ได้หาวิธีป้องกันการโหวตสนับสนุนสถานที่ที่ชื่นชอบมากกว่าหนึ่งครั้งของประชาชนไว้รองรับ และอ้างว่ามีผู้ร่วมโหวตจากทุกประเทศในโลก
กลุ่มสถานที่สำคัญที่ติดรายชื่อรอบสุดท้าย แต่ ไม่ได้รับเลือก
 มีอาทิ ปราสาทหินนครวัดในกัมพูชา หอไอเฟล ในฝรั่งเศส สโตนเฮนจ์ ในอังกฤษ และวัดคิโยมิสึ วัดเก่าแก่ในญี่ปุ่น เป็นต้น




สำหรับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง 

7 Wonders of the Middle World
Mosque of Hagia Sophia (Istanbul)
1. สุเหร่าเซนต์โซเฟีย เมืองคอนสแตนดิโนเปิล ประเทศตุรกี
สถานที่ตั้ง เมืองคอนสแตนดิโนเปิล ประเทศตุรกี
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
สุเหร่าเซนต์โซเฟีย(Saint Sophia) หรือ โบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย ปัจจุบันเป็นที่ประชุมสวดมนต์ของชาวมุสลิม ในอดีตเป็นโบสถ์ทางศาสนาคริสต์ 
พระเจ้าจักรพรรดิ์คอนสแตนตินเป็นผู้สร้างเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่13 ใช้เวลาสร้าง 17 ปี เพื่อเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์ 
แต่ถูกผู้ก่อการร้ายบุกทำลายเผาเสียวอดวายหลายครั้งเพราะเกิดการขัดแย้งระหว่าง พวกที่นับถือศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลาม
จนถึงสมัยพระเจ้าจัสตินเนียน มีอำนาจเหนือตุรกี จึงได้สร้างโบสถ์เซนต์โซเฟียขึ้นใหม่ ใช้เวลาสร้างฐานโบสถ์ 20 ปี ตัวโบสถ์ 5 ปี เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1996 (ค.ศ 1435) 
พระองค์ต้องการให้เป็นสิ่งสวยงามที่สุดได้พยายามหา สิ่งของมีค่าต่างๆ มาประดับไว้มากมาย สร้างเสร็จได้มีการเฉลิมฉลองกันอย่าง มโหฬาร 
ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวอย่างใหญ่ทำให้แตกร้าวต้องให้ช่างซ่อมจนเรียบร้อยในสภาพเดิม
เมื่อสิ้นสมัยของจักรพรรดิจัสตินเนียน ถึงสมัยพระเจ้าโมฮัมเม็ดที่ 2 มีอำนาจเหนือตุรกี และเป็นผู้นับถือศาสนา อิสลามได้ดัดแปลงโบสถ์หลังนี้ให้เป็นสุเหร่าอิสลาม 
แต่ยังคงความงามไว้เช่นเดิม
สุเหร่าเซนต์โซเฟีย มีเนื้อที่ 700 ตารางเมตร ภายในมีเสางามค้ำที่สลักอย่างวิจิตร และ ประดับไว้งดงาม 108 ต้น (ชั้นบนขนาดเล็ก 68 ต้น ชั้นล่างขนาดใหญ่ 40 ต้น) 
มียอดเป็นโดม คล้ายซาลาเปา มีหอมินาเรสท์เป็นยอดแหลม ๆ มากมาย เนื่องจากศิลปะแบบคริสเตียน ผสมกับอิสลามนี้เองทำให้มีความสวยงามอันน่ามหัศจรรย์

The Roman Colloseum, Italy
2. สนามกีฬาโคลอสเซียมในกรุงโรมของอิตาลี
สถานที่ตั้ง กรุงโรม ประเทศอิตาลี
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

สนามกีฬากลางแจ้งแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงของโลกอย่างหนึ่ง เป็นอนุสรณ์ที่ ใหญ่โตของอาณาจักร โรมันสมัยโบราณสร้างขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 615 ถึง 623 (ค.ศ. ที่ 72 ถึง 80) ตัวสนามสร้างมีรูปเป็นตึกวงกลมก่อด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่ วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้น ภายในมีอัฒจรรย์สำหรับคนนั่งดู จุคนดูประมาณ 80,000 คน ใต้อัฒจรรย์ และใต้ดินมีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป 

หรือ ไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย 
ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมาก ปี ๆ หนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน
สนามกีฬาแห่งนี้จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรโรมันโบราณ แต่เมื่ออาณาจักรโรมันเสื่อมลง ก็ถูกข้าศึกทำลายหลายครั้งหลายหน 
ในปัจจุบันเหลือแต่ซากโครงสร้างอันใหญ่โตมโหฬารไว้ให้ชม



The Great WallChina
3. กำแพงเมืองจีน
สถานที่ตั้ง ประเทศจีน
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

กำแพงเมืองจีน หรือกำแพงอิฐยักษ์ เป็นกำแพงกั้นเมือง และกั้นประเทศทั้งประเทศ ตามพรมแดนด้านเหนือของจีน เป็นกำแพงที่ยาวใหญ่มหึมา หาที่ใดในโลกมาเปรียบ ไม่ได้อีกแล้ว 
มีขนาดกว้างตั้งแต่ 4.5 เมตร ถึง 7.5 เมตร(10 ฟุต) ซึ่งทหารม้าเข้าแถวเรียง 8 ได้อย่างสบาย ๆ มีความสูง จากพื้นด้านล่างตั้งแต่ 8 เมตร ถึง 9 เมตร(20-30 ฟุต หนา15-25 ฟุต) 
สูงพอที่จะไม่สามารถ ปีนข้ามไปได้ง่าย ๆ เดิมเชื่อว่ามีความยาว 2,550 ไมล์ ( 2,400 กิโลเมตร) บนกำแพงทุก ๆ ระยะ 200 เมตร(300 ฟุต) 
จะมีหอหรือป้อม สำหรับตรวจเหตุการณ์ มีป้อมมากกว่า 15,000 แห่ง สร้างสูงขึ้นไปอีก 3 เมตร ถึง 6 เมตร และมีระฆังแขวน เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุ ไว้ประจำทุกหอ 
รวมทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ เริ่มสร้างระหว่างปี พ.ศ. 300-329 (243-252ปีก่อนคริสตกาล)

 ในสมัยพระเจ้าซี่วังตี่ ใช้เวลาสร้างประมาณ 10 ปี และมีการสร้างต่อเติมอีกหลายกครั้ง ใช้แรงงานเกณฑ์จากราษฎรทั้งประเทศ นับจำนวนล้าน มีผู้เสียชีวิตนับพันนับหมื่น
เป็นสิ่งก่อสร้าง ชนิดเดียวในโลก ที่สามารถมองเห็น เมื่อมองจากดวงจันทร์ ในสมัยนั้นเป็นสิ่งก่อสร้างที่ป้องกันข้าศึกได้อย่างดีเยี่ยม ปัจจุบันไม่มีความหมายในด้านป้องกันประเทศอีกแล้ว
 คงมีค่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก
Porcelian Tower of Nanking
4. เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง ประเทศจีน
สถานที่ตั้ง เมืองนานกิง ประเทศจีน
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง เป็นสิ่งก่อสร้างเจดีย์รูปแปดเหลี่ยม สูง 9 ชั้น สูง 261 ฟุต หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว มีกระดิ่งแขวนไว้ 80 ลูก และโคมไฟประดับอีกหลายร้อยผูกแขวนไว้ตามชายคา ยอดเจดีย์เป็นรูปกลมปิดทอง องค์เจดีย์ก่อด้วยอิฐ ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบทั้งหมด 
เดิมทีพุทธศาสนิกชนชาวจีนเป็นผู้สร้างไว้เพียง 3 ชั้น
ใน ค.ศ. 1430 จักรพรรดิ์ยุ่งโล้ แห่งราชวงศ์เหม็งได้โปรดให้จัดสร้างเสริมขึ้นไปอีกจนสูง 9 ชั้น มีสายโซ่โยงลงมา 8 เส้น 
มีกระดิ่งแขวนตามสายโซ่ 72 ลูก เวลาลมพัดมีเสียงดังไพเราะมาก เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกคุณบิดา มารดา จักรพรรดิ์ยุ่งโล้ได้บรรจุเครื่องบูชาที่ทำ 
ด้วยของมีค่า พวกเงิน ทองคำ และอัญมณีอื่นๆ จำนวนมาก กล่าวกันว่า บนยอดเจดีย์มีลูกบอลปิดทอง มีเหล็กวงแหวนล้อมรอบถึง 9 วง
 มีไข่มุก 
ขนาดใหญ่ 5 เม็ดอยู่ที่ปลายเป็นเครื่องลางบอกความมีโชคชัย ของกรุงนานกิง

เจดีย์นี้เคยถูกฟ้าผ่า และถูกพวกกบฎไต้เผ็ง ทำลายเมื่อปี พ.ศ. 2396 (ค.ศ. 1853) เสียหายมาก ต้องมีการซ่อมแซมเพื่อให้ส่วนที่เหลืออยู่
ได้อวดความงามอันน่ามหัศจรรย์ต่อไป ส่วนของมีค่าภายในนั้นถูกปล้นสะดมสูญหายไปหมดแล้ว 
ถึงกระนั้นก็ยังได้ชื่อว่า เป็นเจดีย์ที่ทำด้วยกระเบื้องเคลือบ วิจิตรงดงามมีค่าสูงยิ่ง


 Stonehenge
5. สโตนเฮนจ์ เมือง ซัลลิสเบอรี่ ประเทศอังกฤษ
สถานที่ตั้ง เมืองซัลลิสเบอรี่ มณฑลวิลไซร์ ประเทศอังกฤษ
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

กองหินประหลาดนี้อยู่กลางทุ่งนาแห่งเมืองซัลลิสเบอรี ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 10 ไมล์ ประกอบด้วยแนวหินขนาดมหึมาหินเรียงรายราว ๆ 3 กิโลเมตร 
และ มีกลุ่มหินใหญ่ประมาณ 112 ก้อน ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่งนา เป็นรูปวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง บางก้อนล้มนอน บางก้อนตั้งตรง บางก้อนวางซ้อนทับอยู่บนยอดก้อนหินที่ตั้งอยู่สองก้อน
วงกลมรอบนอก มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 100 ฟุต มีหินทั้งหมด 30 ก้อน แต่ละก้อนสูง 13 ฟุต วงกลมรอบกลาง มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 76 ฟุต มีหินทั้งหมด 40 ก้อน มีสองก้อนตั้งสูงถึง 22 ฟุต 

วงในสุด มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 50 ฟุต มีหินทั้งหมด 42 ก้อน ล้มบ้างตั้งสูงบ้าง หินแต่ละก้อนหนักเป็นตันๆ เฉลี่ยแล้วสูง 4 เมตร หนัก 26 ตัน
มีผู้สันนิษฐานว่าตั้งอยู่ในที่นั้นมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลถึง 1,700 ปี เป็นสิ่งก่อสร้างที่โดยไม่มีร่องรอยของความเป็นมา 
ไม่มีใครทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง, สร้างเพื่อวัตถุประสงค์อะไร? ที่น่าแปลกก็คือ ในริเวณนั้นเป็นทุ่งกว้าง ไม่มีภูเขาและสิ่งก่อสร้างด้วยก้อนหินอื่นๆ อีกเลย 

จึงทำให้สงสัยว่าผู้ก่อสร้างนำหินเหล่านั้นมาจากไหน และไม่ปรากฏว่ามีการขน หรือสิ่งปรักหักพังในการก่อสร้าง บริเวณที่ดังกล่าว 
ใช้อะไรยกหินก้อน ที่หนักๆ หลาย ๆ ตันขึ้นวางซ้อนกันได้ ซึ่งอยู่สูงถึง 13 ฟุต นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่ท้าทายความอยากรู้ของมนุษย์ยุคปัจจุบันยิ่งนัก



Catacombs of Alexandria Egypt
6. สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย (คาตาโคมป์) เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์
สถานที่ตั้ง เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย เป็นอุโมงค์ที่เก็บศพ และทรัพย์สมบัติของกษัตริย์อียิปต์โบราณ อุโมงค์ฝังศพนี้ มีชื่อเรียกว่า คาตาโคมบ์ (Catacombs) เป็นอุโมงค์ที่สร้างด้วย หินก้อนใหญ่ ๆ และ ขุดลึกลงไปเป็นชั้นๆ บางตอนลึกถึง 21 ถึง 24 เมตร (70-80 ฟุต) มีทางเดินกว้างถึง 1.2 เมตร (3-4 ฟุต) 
วกไปเวียนมา เป็นระยะทางหลาย ๆ กิโลเมตร ตามริมผนังของอุโมงค์เป็นช่อง ๆ ไว้ สำหรับเป็นที่ บรรจุศพ มีแท่นบูชาอยู่หน้าช่องบรรจุศพเหล่านั้น พร้อมตะเกียงดวงเล็กๆ แขวนไว้ บางส่วนของอุโมงค์ตกแต่งทั่ว ๆ ไปไว้อย่างวิจิตรงดงาม ปัจจุบันยังคงมีสภาพสมบูรณ์

Leaning Tower of Pisa
7. หอเอนเมืองปิซา ประเทศอิตาลี
สถานที่ตั้ง เมืองปิซา ประเทศอิตาลี
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

หอเอนแห่งเมืองปิซา เป็นหอคอยหินอ่อนที่พิศดาร สูง 54 เมตร ( 181 ฟุต) มี 8 ชั้น แต่ละชั้นมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายวิจิตรรองรับ ได้ลงมือสร้างเมื่อ พ.ศ. 1717 (ค.ศ. 1174) ไปเสร็จในปี พ.ศ. 1893 (ค.ศ. 1350) ใช้เวานานถึง 176 ปี ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลก ความน่ามหัศจรรย์อีกอย่าง คือ เมื่อเริ่มสร้างได้ 4-5 ชั้น หอนี้เริ่มเอียง แต่ไม่ถึงกับพังทลายลงมา เพราะแรงที่จุดศูนย์ถ่วง เมื่อลากดิ่งลงมาไม่ออกนอกฐานจึงไม่ล้มยังทรงตัวอยู่ได้ เมื่อสร้างเสร็จ ยอดของหอเอียงออกจากแนวดิ่งของฐานถึง 4 เมตร( 14 ฟุต) และหอเอนนี้ช่วยให้กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน ผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้ทดลองเรื่องอัตราเร็วของเทห์วัตถุที่ตกลงมาจากที่สูง




สำหรับ สิ่งมหัศจรรย์โลกยุคโบราณนั้น ถูกรวบรวมโดยกลุ่มนักปราชญ์ ชาวกรีก แต่เอกสารสูญหาย 
ต่อมา แอนติเปเตอร์ แห่งไซดอน นักเขียนชาวกรีกโบราณ ได้รวบรวมเอกสารใหม่หลงเหลือให้เห็นอยู่ในปัจจุบันเพียงแห่งเดียว
 คือ พีระมิดแห่งกีซาในอียิปต์ นอกนั้นถูกทำลายด้วยภัยพิบัติทางธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์



7 สิ่งมหัศจรรย์ ของโลก ยุคโบราณ

1. The Great Pyramid of Giza
ตำแหน่งที่ตั้ง
ประเทศอียิปต์ตั้งอยู่ห่างจากกรุงไคโรเมืองหลวงของอียิปต์ปัจจุบันไปทางทิศใต้ประมาณ 2-3 กิโลเมตร กลางทะเลทราย ทางตะวันตกของแม่น้ำไนล์
ปัจจุบันสามารถเข้าเยี่ยมชมได้

มหาพีระมิดของกษัตริย์คูฟู ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ห่างไปทางตอนใต้ของ เมืองอะเล็กซานเดรีย ประมาณ 160 กิโลเมตร ครอบคลุมเนื้อที่ 12 เอเคอร์ และมีอายุตั้งแต่สมัย 2,690 ปีก่อนคริสตกาล หรือเก่าแก่กว่านั้น
ซึ่งพีระมิดของกษัตริย์คูฟู สูงถึง 147 เมตรฐานกว้างด้านละ 230 เมตร ใช้หินก้อนละ 2 ตันครึ่ง บางก้อนหนักถึง 16 ตัน รวมใช้ก้อนหิน 2,300,000 ก้อน รวมน้ำหนักกว่า 6,000,000 ตัน มีการเตรียมการสร้างถึง 10 ปี ใช้แรงงานถึง 100,000 คน มาใช้แรงงานถึง 20 ปี เพื่อสร้างพีระมิด ดังกล่าวให้จนลุล่วง
จุดมุ่งหมาย ของสิ่งก่อสร้างนี้ ในเบื้องแรกก็เพื่อบรรจุพระศพของกษัตริย์อียิปต์พระนามคีออปส์
หรือ คูฟู ปัจจุบันส่วนยอดของพีระมิด ทรุดโทรมลง จนมีความสูงเพียง 137 เมตร

พีระมิดแห่งเมืองกิซามี 3 องค์คือ พีระมิดซีเฟรน พีระมิดไมเซอนิรุส แลพีิระมิดคีออปส์ 
ซึ่งพีิระมิดคีออปส์เป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุด
2. The Hanging Gardens of Babylon

 ตำแหน่งที่ตั้งกลางทะเลทราย เมืองแบกแดด ริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส ประเทศอิรัก
ปัจจุบัน ทั้งสวนและผนังดังกล่าวทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือซากแล้ว
รายละเอียด
สวนลอย หรือ สวนสวรรค์แห่งเมืองบาบิโลนนี้ กินเนื้อที่ 4 เอเคอร์สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 63 โดยพระเจ้าเนบูคาดเนสซาร์ที่ 2 กษัตริย์แห่งเปอร์เซีย หลังจากการพิชิตปราบปรามเมืองใกล้เคียงมาอยู่ในอำนาจ แล้วก็กวาดต้อนประชาชนพลเมืองมาใช้เป็นทาสให้สร้างสวนสวรรค์นี้ขึ้นบนทะเลทราย มีกำแพงดินกั้นล้อมรอบและประกอบด้วยลานกว้างๆ เป็น หลาย ๆ ส่วนบนพื้นที่โค้ง
มีความสูงมากและปลูกต้นไม้ ดอกไม้สีสันสดใสสร้างสระน้ำสีต่างๆ ทำน้ำตก น้ำพุ โดยทำท่อทดเอาน้ำมาจากแม่น้ำยูเฟตีส สวนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประพาส หย่อนพระทัยของพระมเหสี เซมีรามีส
 3. The Statue of Zeus at Olympia
ตำแหน่งที่ตั้ง
เมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีซ
ปัจจุบันไม่หลงเหลืออยู่แล้ว

ซุส สร้างขึ้นในปี ค.ศ.53-111 ซึ่งชาวโรมันเรียกว่า จูปีเตอร์ เป็นเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวกรีกโบราณนับถือมากและเคารพสักการะบูชามาก เทวรูปซีอุสแกะสลักด้วยงาช้างจำนวนมากประกอบกันขึ้นมีขนาดสูง 58 ฟุต เป็นรูปเทพเจ้านั่งบนบัลลังก์สีทอง พระหัตถ์ซ้ายทรงคธา 
พระหัตถ์ขวารองรับรูปปั้นแห่งชัยชนะ มีเครื่องประดับด้วยทองคำล้วน
อาจพังทลายเพราะ แผ่นดินไหว ในศตวรรษที่ 6 แห่งคริสตกาล ต่อมาถูกขนย้ายไปยัง กรุงคอนสแตนติโนเปิล และสุดท้ายถูกไฟไหม้เสียาย

        ชาวโรมันเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จูปีเตอร์ ชาวกรีกได้เรียกเทวรูปนี้ว่า ซุส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นผู้นำแห่งเทพเจ้า 
ชาวกรีกนับถื่อมากที่สุดในยุคนั้น ใครจะออกเดินทางไปเมืองใดต้องมาพรจากพระองค์เสียก่อน
        แต่บัดนี้ไม่มีหลักฐานให็เป็นที่ชมได้เพราะได้ถูกไฟเผาไหม้หมดทั้งองค์ในปี ค.ศ. 476 คงเห็นภาพในเหรียญ ตราโบราณ 
และจากจินตนาการที่ได้มาจากคำบอกเล่า หรือ นิยายปรัมปราเท่านั้น แต่ความงาม ความใหญ่โตศักดิสิทธิ์ ยังคงเป็นที่ยกย่องเล่าลือมาจนถึงปัจจุบันนี้ 
4. The temple of Artemis at Ephesus
ตำแหน่งที่ตั้งเมืองเอเฟซุส ประเทศกรีซ
ปัจจุบันยังมีซากหลงเหลืออยู่บ้าง
ไม่มีหลักฐานปรากฏว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่ได้บูรณะซ่อมแซมในปี ค.ศ.186 เพราะถูกไฟไหม้ มหาวิหารเดียนา มีเนื้อที่กว้าง 54,720 ตารางฟุต ตัววิหารกว้าง 160 ฟุต ยาว 342 ฟุต มีเสาหินอ่อนด้านละ 20 ต้น ด้านหน้าด้านหลัง 8 ต้น แต่ละต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 ฟุต สูง 60 ฟุต หลังคามุงกระเบื้องหินอ่อน เป็นวิหารที่สวยที่สุดในสมัยนั้น 
มหาวิหารเดียนา สร้างขึ้นเพื่อถวายเทพเจ้าอาร์เทมิส ผู้เสด็จมาจากสวรรค์ ได้ช่วยกู้ความหายนะของเมืองไว้ ได้ถึง 2 ครั้ง
ถูกทำลายโดยพวกโกธ จากเยอรมัน ที่บุกเข้ามาโจมตี เมื่อ ค.ศ. 262


5. The Mausoleum of Maussollos at Halicarnassus
ตำแหน่งที่ตั้ง เมืองฮาลคาร์นาซซัส ประเทศตุรกี



ปัจจุบันยังมีซากหลงเหลือ

สุสานของกษัตริย์โมโซรุสหรือที่เก็บศพโมโซรุสเป็นสถานที่เก็บ หรือ
ฝังศพของพระเจ้าโมโซรุส กษัตริย์แห่ง เอเชียไมเนอร์ ปัจจบันคือ เปอร์เซีย
ซึ่งพระนางอาเตมีเซีย ราชินีได้ขึ้นครองราชย์ ต่อจากพระราชสวามีได้เป็นผู้สร้างขึ้น ที่เมืองซาเรีย (ปัจจุบันคือ เมืองฮาลคาร์นาซซัส )

โดยใช้ช่างออกแบบ ฟิดิอัส ซาติรัสบรายอาซีส สโคปาส ทิโมทิอัส ที่มีชื่อเสียง ฝีมือเยี่ยมในกรีซ
ทั้งหมดมาช่วยกันสร้างด้วยหินอ่อน แต่ยังไม่ทันสร้างเสร็จพระนางก็สิ้นพระชนม์เสียก่อน เมื่อ 353 ปีก่อนคริสตกาล

มีความสูง 43 เมตร บนยอดมีรูปปั้นโมโซรุส ประทับบนราชรถเทียมด้วยม้าทั้งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บศพพระราชสวามีของ
พระนางแต่เพียงอย่างเดียวซึ่งนับว่าเป็นสุสานที่ใหญ่โตพิศดาร และสูงที่สุดในโลกอาจจะทรุดพังเพราะแผ่นดินไหว

 6. The Colossus of Rhodes

ตำแหน่งที่ตั้งเกาะโรดส์ ประเทศกรีซ
ปัจจุบันไม่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน
เทวรูปโคโลสซูส เป็นเทพเจ้าที่ชาวกรีกเคารพนับถือมาก ซึ่งกษัตริย์ชาเรสแห่งลินดัส สร้างขึ้นเมื่อ 280 ปี ก่อนคริสต์กาล
 เทวรูปนี้หล่อด้วยทองสำริดในท่ายืนสูง 100 ฟุต มือขวาถือประทีป เทวรูปตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าว 
องค์เทวรูปยืนถ่างขาคร่อมปากอ่าวให้เรือลอดไปมาได้ เทวรูปโคโลสซูส หรือเทพเจ้าอพอลโป ประดิษฐานอยู่บนเกาะโรดส์ ประเทศกรีซ
 และเมื่อ 224 ปี ก่อนคริสต์กาล เกิดแผ่นดินไหว เทวรูปจึงพลังลงมา ไม่มีใครดูแลเอาใจใส่ 
จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 10 ซากทองเหลืองที่เหลืออยู่จึงถูกขายให้แก่ชาวเมือง ซาราเชนส์ ไปทำอาวุธในการทำสงครามจนหมด
 ปัจจุบันสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นนี้ได้สูญสลายไปหมดแล้ว
 7. The Lighthouse of Alexandria
ตำแหน่งที่ตั้ง
เกาะฟาโรส เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์
ปัจจุบันไม่หลงเหลืออยู่แล้ว
กระโจมไฟฟาโรส หรือ ประภาคารฟาโรส อันยิ่งใหญ่นี้ พระเจ้าปโตเลมีฟิลาเดลฟัส กษัตริย์แห่งประเทศอียิปต์ 
เป็นผู้สร้างขึ้นด้วยหินอ่อนสลักลวดลายวิจิตรงดงาม อยู่บนเกาะฟาโรส ที่อ่าวหน้าเมืองอเล็กซานเดรีย ประมาณ 271 ปีก่อนคริสตกาล 
สร้างขึ้นเพื่อ เป็นสัญลักษณ์ที่สังเกตเห็นแก่หมู่เรือทั้งหลาย ที่ไปมาติดต่อค้าขาย

ในการเข้าไปยังเมืองท่า ซึ่งครั้งนั้นอียิปต์ เป็นประเทศที่เจริญในวิทยาการต่างๆ
ใครๆ ก็ชอบติดต่อเหตุนี้จึงต้องสร้างประภาคารขึ้นจุดตะเกียงแก๊สตลอดทั้งคืน
เพื่อให้ผู้ที่ไม่เคยเดินเรือใช้เป็นที่สังเกตจะได้ไม่หลงและนอกจากนั้นแล้ว
ยังใช้เป็นหอคอยไว้ดูข้าศึกที่จะมารุกรานอีกด้วยเพราะกระโจมนี้สูงถึง 180 เมตร
หลังจากเกิดแผ่นดินไหว อาคารนี้ก็พังทลายลงมาตั้งแต่ ค.ศ. 955
และถูกทำลายโดยสมบูรณ์ในช่วงศตวรรษที่ 14